Tuesday, December 30, 2008

เหรียญ 10 บาท (สีเดียว) สมัยรัชกาลที่ 9

เหรียญ 10 บาท (สีเดียว) สมัยรัชกาลที่ 9 มีทั้งหมด 47 แบบ มีรายละเอียดดังนี้

1. ในหลวงครองราชครบ 25 ปี 2514
2. อภิเษกสมรสพระบรมโอรสาธิราช 2520
3. เจ้าฟ้าสิรินธร ทรงสำเร็จการศึกษา 2520
4. เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ทรงสำเร็จการศึกษา 2522
5. 80 พรรษา สมเด็จย่า 2523
6. 30 ปี องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธุ์ 2524
7. สิริราชสมบัติเป็นสองเท่าของ ร.4 2524
8. 50 พรรษาราชินี 2525
9. 75 ปี ลูกเสือโลก 2525
10. 100 ปี ไปรษณีย์ไทย 2526
11. 700 ปีลายสือไทย 2526
12. 84 พรรษา สมเด็จย่า 2527
13. 72 ปี ธนาคารออมสิน 2528
14. ปีต้นไม้แห่งชาติ 2528
15. กล้วยไม้อาเซี่ยน ครั้งที่ 6 2529
16. เจ้าฟ้านักวิจัย 2530
17. 100 ปี จ.ป.ร. 2530
18. 60 พรรษา ในหลวง 2530
19. รัชมังคลาภิเษก 2531
20. 72 ปี สหกรณ์แห่งชาติ 2531
21. ผู้นำชนบทให้วัฒนา 2531
22. 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช 2531
23. 36 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช 2531
24. 72 ปี จุฬาลงกรณ์ 2531
25. 100 ปี แพทยากร 2533
26. 90 พรรษา สมเด็จย่า 2533
27. 100 ปี กรมบัญชีกลาง 2533
28. 36 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา 2534
29. 80 ปี กำเนิดลูกเสือไทย 2534
30. สุขภาพดีถ้วนหน้า 2534
31. รางวัลแมกไซไซ 2534
32. 100 ปี วันพระราชสมภพ 2535
33. 100 ปี กระทรวงยุติธรรม 2535
34. 100 ปี กระทรวงมหาดไทย 2535
35. 100 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2535
36. สมมงคลเสมอเท่า ร.4 64 พรรษา 2535
37. เฉลิมพระชนพรรษา 5 รอบ 2535
38. 60 ปี รัฐสภาไทย 2535
39. 100 ปี การฝึกหัดครู 2535
40. 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย 2535
41. 100 ปี สถาบันอัยการ 2536
42. 100 ปี สภากาชาดไทย 2536
43. 60 ปี กรมธนารักษ์ 2536
44. 100 ปี วันพระราชสมภพ ร.7 2536
45. 120 ปี ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน 2537
46. 60 ปี ราชบัณฑิตสถาน 2537
47. 60 ปี ธรรมศาสตร์ 2537

Tuesday, December 23, 2008

เหรียญ 1 บาท สมัยรัชกาลที่ 9

เหรียญ 1 บาท สมัยรัชกาลที่ 9 มีทั้งหมด 22 แบบ มีรายละเอียดดังนี้

เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 6 แบบ

  1. เหรียญ 1 บาท ตราแผ่นดิน ปี 2500
  2. เหรียญ 1 บาท ตราแผ่นดิน ปี 2505
  3. เหรียญ 1 บาท ตราครุฑ ปี 2517
  4. เหรียญ 1 บาท สุพรรณหงษ์ ปี 2520
  5. เหรียญ 1 บาท วัดพระแก้ว ปี 2525
  6. เหรียญ 1 บาท วัดพระแก้ว ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ปีที่ผลิตปีแรก คือ 2529

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 16 แบบ

  1. เหรียญ 1 บาท เสด็จนิวัติพระนคร ปี 2504
  2. เหรียญ 1 บาท 3 รอบ ในหลวง ปี 2506
  3. เหรียญ 1 บาท เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ปี 2509
  4. เหรียญ 1 บาท เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 6 ปี 2513
  5. เหรียญ 1 บาท FAO ไถนา ปี 2515
  6. เหรียญ 1 บาท สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ปี 2515
  7. เหรียญ 1 บาท W.H.O (องค์การอนามัยโลก) ปี 2516
  8. เหรียญ 1 บาท SEAP GAMES ครั้งที่ 8 ปี 2518
  9. เหรียญ 1 บาท สมเด็จย่า 75 พรรษา ปี 2518
  10. เหรียญ 1 บาท FAO โปรยข้าว ปี 2520
  11. เหรียญ 1 บาท เจ้าฟ้าสิรินธรทรงสำเร็จการศึกษา ปี 2520
  12. เหรียญ 1 บาท สถาปนาสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ ปี 2520
  13. เหรียญ 1 บาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงสำเร็จการศึกษา ปี 2521
  14. เหรียญ 1 บาท เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 ปี 2521
  15. เหรียญ 1 บาท FAO รวงข้าว ปี 2525
  16. เหรียญ 1 บาท กาญจนาภิเษก ปี 2539

Sunday, December 14, 2008

การเก็บรักษาเหรียญ

วิธีการเก็บรักษาเหรียญ

1. เก็บในที่ๆ อากาศแห้งที่สุด โดยใช้ถุง หรือ ภาชนะอื่นที่ปิดสนิท อากาศเข้าไม่ได้ แล้วใช้สารดูดความชื้น ที่ไม่มีไอพิษ เช่น ซิลิกาเจล ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำกว่า 45% ไม่ควรเก็บไว้ในห้องอับชื้น อันอาจเกิดเห็ด รา หรือเป็นที่ทำรังของมดปลวกได้

2. เก็บในที่ๆ ควบคุมอุณหภูมิได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ควรเก็บไว้ในห้องที่ปรับอากาศบางเวลา เพราะว่าเมื่อปิดเครื่องปรับอากาศแล้ว จะทำให้หยดน้ำมาเกาะที่ผิวเหรียญได้

3. หมั่นตรวจตราดูแลความสะอาดบริเวณที่เก็บ ไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง ไม่ให้รกรุงรัง เป็นที่อาศัยของ มด หนู และ แมลงต่างๆ

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบรรยากาศ โดยใส่ตลับ ซองพลาสติก หรือ ซองเหรียญ (Mount) แล้วปิดผนึกไม่ให้อากาศเข้าได้ ไม่ควรผนึกแน่นเกินไปจนกดทับตัวเหรียญ

5. ไม่วางทับซ้อนกัน ควรวางแยกจากกัน ระวังไม่ให้เหรียญกระทบ ขูดขีดกัน

6. ไม่ควรเคลือบผิวเหรียญด้วยสารใดๆ เพราะทำให้สารเหล่านี้ ติดกับผิวเหรียญ เมื่อลอกออก จะทำให้ผิวเสียหายได้

7. การหยิบจับ ควรใช้ถุงมือป้องกันเหงื่อติดตัวเหรียญ หรือ ถ้าต้องใช้มือจับ ควรจับที่ขอบเหรียญ โดยล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งเสียก่อน

8. เมื่อหยิบจับ ควรระวังไม่ให้ตก เมื่อเคลื่อนย้ายควรวางบนถาด ที่ปูด้วยผ้านุ่มที่ปราศจากสารเคมี
ห้ามใช้กาว หรือ เทปกาว ติดตัวเหรียญ

9. ตู้เก็บหรือตู้จัดแสดง ต้องปราศจากสารระเหย เช่น แลคเกอร์ หรือ ยาฆ่าแมลง และ ต้องปิดสนิท
ตู้เก็บเหรียญเงิน ควรอยู่ห่างพื้นดินมากๆ ไม่ควรอยู่ใกล้ห้องน้ำ ท่อระบายน้ำ และ น้ำเน่า ฐานตู้จัดแสดง ควรใช้ผ้าชุบสารละลายตะกั่วอาซีเตท (PbAcO) เพื่อป้องกันก๊าซไข่เน่า จากบรรยากาศที่ทำให้ผิวเงินดำได้

10. ไม่เก็บเหรียญที่เป็นสนิมปะปนกับเหรียญสภาพดี เพราะสนิมสามารถลามไปติดเหรียญได้ ยิ่งถ้าร้อนชื้น จะทำให้เกิดสนิมเร็วขึ้น

วิธีการทำความสะอาดเหรียญ

การเก็บรักษาเหรียญ เป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ขึ้นกับเหรียญ แต่ถ้าเหรียญสกปรกเสียหาย เหมือนกับเกิดโรคขึ้นแล้ว จำเป็นต้องใช้ยารักษา คือ การทำความสะอาด อันเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น เพราะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้คุณค่าของเหรียญลดลง โดยเฉพาะ เหรียญที่ทำปฏิกิริยากับอากาศนานๆ จนมีสี (Toning) แสดงถึงความเก่าแก่ อันเป็นที่นิยมมากในยุโรป และอเมริกา อย่างไรก็ตามเหรียญที่สกปรกมากๆ อาจทำความสะอาดได้ โดยล้างอย่างระวัง ในน้ำสบู่ หรือ แปลงขนอ่อน ปัดเบาๆ ใช้สำลีนุ่มๆ ห้ามแช่ในน้ำกรดส้มมะขาม หรือมะนาวเด็ดขาด ข้อพึงสังวรคือ การทำความสะอาดนั้น แท้จริงแล้วเป็นการทำลายความเป็น "ผิวเดิม" ของเหรียญ อย่างที่ไม่สามารถกลับคืนมาได้อีก เปรียบเสมือนพรหมจารีของสตรีเช่นนั้น นอกจากนั้น เดี๋ยวนี้มีน้ำยาล้างเหรียญเงิน ที่มีสารไซยาไนด์เป็นส่วนประกอบ ทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรง ทั้งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ จึงต้องระมัดระวัง ทั้งไม่แช่นานเกินไป จนผิวถูกกัดกร่อน ควรใช้น้ำยานี้ทำความสะอาดเหรียญที่สกปรกเท่านั้น ไม่ควรใช้กับเหรียญดีผิวเดิม


Wednesday, November 26, 2008

เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน

ในรัชกาลปัจจุบัน กรมธนารักษ์ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนออกใช้ในระบบเศรษฐกิจเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา ซึ่งมีหลากรุ่น หลายแบบ โดยได้ปรับเปลี่ยนรูปลักษณะ ลวดลาย อัตราส่วนผสม และกรรมวิธีการผลิตเรื่อยมา เพื่อให้สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ตลอดจนมีขนาดน้ำหนักเหมาะสม สะดวกต่อการพกพา การใช้สอยและยากต่อการปลอมแปลง

การปรับเปลี่ยนรูปลักษณะ อัตราส่วนผสม ตลอดจนน้ำหนักและขนาดของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนที่ผ่านมา เป็นการปรับเปลี่ยนเป็นครั้งคราวและเป็นบางราคาเท่านั้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2530 กรมธนารักษ์ได้ปรับปรุงการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนทั้งระบบพร้อมกันทุกชนิดราคา โดยเริ่มทยอยผลิตออกใช้หมุนเวียนได้บ้างเป็นบางราคา และสามารถผลิตได้ครบทุกชนิดราคาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา รวมทั้งได้ผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาทขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย

เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดปรับปรุงใหม่ซึ่งประกอบด้วย ชนิดราคา 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ รวมทั้งสิ้น 9 ชนิดราคา กรมธนารักษ์ได้ผลิตขึ้นทุกปี โดยเปลี่ยนปี พ.ศ. บนเหรียญตามปีที่ผลิต

ลวดลายบนเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดปัจจุบัน
ลวดลายบนเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดปัจจุบัน เป็นลวดลายที่แสดงถึงสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มีคำว่า " ประเทศไทย " เพื่อแสดงถึงสถาบันชาติ และด้านหลังเป็นรูปวัดเพื่อแสดงถึงสถาบันศาสนา โดยเหรียญแต่ละชนิดราคาจะมีวัดสำคัญ ๆ แตกต่างกันไป

ชนิดราคา 10 บาท


ชนิดราคา 5 บาท
ชนิดราคา 1 บาท

ชนิดราคา 50 สตางค์

ชนิดราคา 25 สตางค์

Monday, November 24, 2008

ความเป็นมาของเหรียญกษาปณ์ไทย

เหรียญกษาปณ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มีการใช้หอยเบี้ยและพดด้วง ในการชำระเงิน การค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศ มีการใช้เบี้ยทองแดงในต่างประเทศ จึงมีพระราชดำริให้ทำเบี้ยทองแดงจากประเทศอังกฤษมาเป็นตัวอย่าง 3 ชนิด ในปี จ.ศ.1197 หรือ พ.ศ. 2378 เมื่อทอดพระเนตรแล้วไม่ทรงโปรดในลายตรา จึงมิได้นำออกใช้ แต่ก็ทรงพระราชประสงค์ที่จะทำเหรียญรูปกลมแบนอย่างสากล แต่ยังไม่สำเร็จก็เปลี่ยนรัชกาล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) การค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศก็ได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ่อค้าชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายมากขึ้นและได้นำเงินเหรียญของตนมาแลกกับเงินพดด้วงจากรัฐบาลไทยเพื่อนำไปซื้อสินค้าจากราษฎร แต่ด้วยเหตุที่เงินพดด้วงผลิตด้วยมือจึงทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกและการค้าของประเทศเสียประโยชน์ พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนรูปเงินตราของไทยจากเงินพดด้วงเป็นเงินเหรียญ ในปี
พ.ศ. 2399 ได้ทดลองทำเหรียญรูปกลมแบนอย่างสากล โดยใช้ค้อนทุบตีโลหะให้เป็นแผ่นแบน แล้วตัดเป็นรูปเหรียญกลม ให้ได้ตามขนาดและน้ำหนัก แล้วใช้แม่ตราตีประทับ (HAND-HAMMERRING METHOD)แต่ผลิตได้ช้าและไม่เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีการใช้แม่ตราตีประทับกับเงินเหรียญต่างประเทศ เพื่อให้ราษฏรยอมรับ ในปี พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้คณะทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียที่ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ได้จัดส่งเครื่องทำเหรียญเงินขนาดเล็กเข้ามาถวาย ทำงานด้วยแรงงานคนโดยใช้วิธีแรงอัดแบบ SCREW PRESS METHOD เป็นราชบรรณาการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้จัดทำเหรียญกษาปณ์จากเครื่องจักรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกกันว่า "เหรียญเงินบรรณาการ" ในขณะเดียวกันคณะทูตก็ได้สั่งซื้อเครื่องจักรทำเงินชนิดแรงดันไอน้ำ จากบริษัท เทเลอร์ เข้ามาในปลายปี 2401 พระองค์จึงโปรดเกล้าให้สร้างโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ในพระบรมมหาราชวัง ติดตั้งเครื่องใช้งานได้เมื่อ ปี พ.ศ. 2403 พระราชทานนามว่า "โรงกระสาปณ์สิทธิการ" ในสมัยนี้จึงถือว่ามีการใช้เหรียญกษาปณ์แบบสากลนิยมขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาแม้ได้ประกาศให้ใช้เงินตราแบบเหรียญแล้วก็ยังโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เงินพดด้วงอยู่เพียงแต่ไม่มีการผลิตเพิ่มเติม ได้ผลิตตามแจ้งที่แจ้งแก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติเมื่อ ปี พ.ศ. 2438 พบว่ามีเหรียญตรามงกุฎดังกล่าวให้แลกอยู่ 6 ราคา ด้วยกัน คือ ราคา สองบาท หนึ่งบาท สองสลึง หนึ่งสลึง หนึ่งเฟื้อง และ สองไพ แต่ผลิตได้น้อยไม่พอแก่ความต้องการ นอกจากนี้ยังมีเหรียญ หนึ่งตำลึง กึ่งตำลึง และกึ่งเฟื้อง แต่ไม่ได้นำออกใช้ จึงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย พระองค์แรกที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิรูปเงินตราไทย จากที่เคยใช้เงินพดด้วง หรือเงินกลมที่ใช้มาแต่โบราณกาลให้มาใช้เงินเหรียญหรือเงินแบน แบบสากล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงมาตรา เงินตราไทย ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น คือ
ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง เป็นระบบโดยใช้หน่วยเป็นบาท และสตางค์ คือ 100 สตางค์ เป็น 1 บาท ตั้งแต่ พ.ศ. 2441 อันเป็นมาตราเงินตราไทยมาจนถึงปัจจุบัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพระบรมรูปของพระองค์ประทับลงบนเหรียญ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทยประทับลงบนเหรียญกษาปณ์

เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลปัจจุบัน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์มากมายหลายชนิด หลายรุ่น เริ่มจากเหรียญทองแดงและเหรียญดีบุกตราพระบรมรูป - ตราแผ่นดิน ใน พ.ศ. 2493 ผลิตเหรียญราคา 5 บาท ขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2515 มีลักษณะเป็นเหรียญแบนเก้าเหลี่ยม แต่เนื่องด้วยมีการปลอมแปลงกันมากจึงได้ยกเลิก โดยได้ผลิตขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2520 เป็นชนิดกลมสอดไส้ทองแดง และได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก รวมทั้งมีการพัฒนาจัดทำเหรียญที่ระลึก ต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน มีลักษณะโดยสังเขป คือ

1. เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน (Circulated coins) เป็นเหรียญกษาปณ์ที่ใช้หมุนเวียนกันอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน มี 8 ชนิดราคา คือ 10 บาท, 5 บาท และ 1 บาท 50 สตางค์, 25 สตางค์, 10 สตางค์, 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ แต่ที่ใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมี 5 ชนิดราคา คือ 10 บาท, 5 บาท และ 1 บาท 50 สตางค์, 25 สตางค์ ส่วนเหรียญชนิดราคา 10 สตางค์, 5 สตางค์ และ1 สตางค์ มีใช้ในทางบัญชีเท่านั้น

2. เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก (Commemorative coins) เป็นเหรียญกษาปณ์ที่ผลิตออกใช้ในวโรกาสและโอกาสที่สำคัญต่าง ๆ เช่น เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 เป็นต้น โดยจัดทำ 2 ประเภท คือ ขัดเงา และไม่ขัดเงา ข้อแตกต่างระหว่างเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกก็คือการวางลวดลายด้านหน้าและด้านหลัง โดนเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนจะวางลวดลายแบบ American Turning ซึ่งจะต้องพลิกดูลวดลายด้านหลังในแนวดิ่ง สำหรับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกได้จัดวางลวดลายแบบ European Turning ซึ่งจะต้องพลิกในแนวนอนเพื่อดูลวดลายด้านหลัง

3. เหรียญที่ระลึก (Medal) เป็นเหรียญที่ผลิตขึ้นเนื่องในวโรกาสและโอกาสที่สำคัญต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างจากเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตรงที่จะ ไม่มีราคาหน้าเหรียญ เนื่องจากมิใช่เงินตราจึงไม่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย